“4 ชาติมหาอำนาจสอนรวย”

เป็นหนังสือที่ข้าพเจ้าเคยอ่านมา ที่สรุปเรื่องราวของมหาอำนาจ 4 ประเทศที่มีจุดเด่นต่างกัน แต่ที่เหมือนกันคือ การเป็นประเทศที่คุมอำนาจทางเศรษฐกิจโลกในศตวรรษนี้ไว้ โดยในช่วง 30 – 50 ปีที่แล้ว ประเทศเหล่านี้เป็นเพียงประเทศที่อ่อนแอจากศึกสงครามทั้งภายใน และจากสงครามโลก

4NationtoRich

***คิดอย่างยิว

ผมเองก็เพิ่งรู้ว่าระบบการเงิน การธนาคารที่โลกเราใช้กันอยู่ทุกวันนี้มีต้นกำเนิดมาจากชาวยิว ชาวยิวเป็นชนชาติที่ต้องเผชิญกับการถูกขับไล่ กวาดล้างอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นด้วยเหตุนี้จึงเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ชาวยิวจะเลือกทำงานที่ต้องใช้สมองในการคิด วางแผนว่าจะสร้างระบบ สร้างเศรษฐกิจยังไง เพราะเชื่อว่า “เงิน” เท่านั้นที่เป็นหลักประกันความมั่นคงไม่ว่าพวกเขาจะอพยพไปอยู่ดินแดนไหน ประเด็นที่ผมสนใจมากที่สุดคือ ชาวยิวสอนลูกหลานให้รู้จักวางแผนการเงินตั้งแต่เด็ก มีการให้ค่าขนมตามการช่วยงานในบ้าน โอากาสสำคัญๆ เช่นปีใหม่จะมีการมอบหุ้นเป็นของขวัญ และเมื่อบรรลุนิติภาวะ หรือเรียนจบเด็กชาวยิวจะมีเงินก้อนหนึ่งเพียงพอที่จะสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่เศรษฐกิจทั้งสหรัฐกว่า 2 ใน 3 จะอยู่ในกลุ่มของชาวยิว และนอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลส่วนใหญ่ก็เป็นชาวยิว

***ขยันอย่างจีน

หนึ่งระบอบการปกครอง สองระบบเศรษฐกิจ ประเทศที่มีอารยธรรมยาวนานที่สุดประเทศหนึ่ง ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองมาหลายยุคหลายสมัย แต่ภายหลังนโยบาย “เปิดประเทศ” ที่เปิดรับการลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ชาวจีนเรียนรู้ที่จะ “ลอกเลียน” และพัฒนาจากการเป็นโรงงานของโลก กลายมาเป็นเจ้าของเทคโนโลยี เจ้าของผู้ออกแบบ และผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเองออกไปสู่ตลาดโลก โดยอาศัยความได้เปรียบขนาดตลาดภายในประเทศที่ใหญ่โตมโหฬาร และต้นทุนการผลิต
กรณีศึกษาการสร้างแบรนด์ Lenovo, Huawei, Haier, TCL พิสูจน์ให้เห็นว่า “Made in China” ไม่ใช่ตราสินค้าเกรดบีเท่านั้น แต่บริษัทเหล่านี้ได้อาศัยความได้เปรียบ อีกทั้งการได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ ทำให้บริษัทเหล่านี้ไปยืนอยู่แถวหน้าบริษัทชั้นนำของโลก

***มีวินัยอย่างญี่ปุ่น

ประเทศนี้แทบไม่ต้องถึง จากประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 กลายมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกภายในเวลาไม่กี่ปี กลายมาเป็นผู้นำทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยอยู่บนพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างเหนียวแน่น อีกทั้งยังเป็นดินแดนที่ตั้งอยู่บนแนวแผ่นดินไหว จึงทำให้ชาวญี่ปุ่นต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติอยู่เป็นประจำ
กรณีศึกษาที่น่าสนใจของธุรกิจที่น่าสนใจในญี่ปุ่นก็คือTOYOTA, Uniqlo และ Sony และ Canon

***รวดเร็วอย่างเกาหลีใต้

จากประเทศเกษตรกรรมที่ยากจนที่สุดในโลกเมื่อปี 1962 มีรายได้ต่อหัวเพียง 87 ดอลล่าร์ ภายในระยะเวลาเพียง 3 ทศวรรษ เกาหลีใต้กลายเป็นประเทสอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีรายได้ประชาชาติ 20,000 เหรียญสหรัฐต่อคนในปี 2006 ซึ่งมากกว่าคนไทย 10 เท่า
การพัฒนาแบบก้าวกระโดดมาจากการเกื้อหนุนของรัฐบาล ที่สนับสนุนกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่เรียบกว่า “แชโบล – Chaebol” ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่ลุงทุนในทุกอุตสหกรรมที่เกื้อหนุนกัน เช่น Hundai ที่ทำธุรกิจตั้งแต่อู่ต่อเรือ การขนส่ง ชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ รวมไปถึงการบินและอวกาศ หรืออย่าง Samsung ที่มีธุรกิจครอบคลุมทั้งการประกันภัย เครื่องจักรกลอุตสากรรมหนัก ชิ้นส่วนไอที เครื่องใช้ไฟฟ้า และที่คนไทยรู้จักกันคือคือคอมพิวเตอร์และมือถือ โดยกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลผ่านการลดภาษีในรูปแบบต่างๆ การจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาแล้วถ่ายทอดเทคโลยีให้บริษัทต่างๆเหล่านี้ไปใช้

 

***บทสรุป

จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม รวมไปถึงกรณีศึกษาความสำเร็จของแต่ละบริษัท จึงน่าจะมีข้อดี จุดเด่นของแต่ละวิธีคิดของแต่ละชนชาติที่เราสามารถหยิบยกไปใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นชาวจีน ชาวยิวที่ยึดถือหลัก “ไม่หมิ่นเงินน้อย” กำไรเล็กๆน้อยๆ เมื่อรวบรวมกันก็สามารถสร้างเป็นกำไรมหาศาลได้ ชาวเกาหลี และญี่ปุ่นที่ยึดหลักความอดทน มุ่นมั่น พัฒนาตัวเองอยู่สม่ำเสมอจนกว่าจะประสบความสำเร็จ

คำถามคือ…อะไรคือจุดเด่นของคนไทย ที่จะทำให้เราเป็นผู้นำตลาดโลกได้???

ซินแสหวาง
www.sinsaehwang.com
www.facebook.com/SinSaeHwang
(เพื่อไม่ให้พลาดความรู้และข่าวสาร อย่าลืมกดรับการติดต่อ Get Notification)
#ซินแสหวาง #วางชะตาการเงิน #ดวงการเงิน #30ลิขิตฟ้า70ต้องฝ่าฟัน